เทคนิคการกินอาหารที่ปรุงรสทั่วไป

อาหารขยะหรืออาหารที่เป็นพิษ (อาหารสูตรที่ ๖)
เราควรจะกินอาหารสูตรที่ ๖ บ้าง เป็นครั้งคราว
โดยมีตัวชี้วัด ๓ ข้อ ดังนี้
๑. เมื่อเราอยากกินมาก จนทนได้ลำบากเกิน เครียดเกิน
๒. กินเพื่อสร้างภูมิต้านทาน
ให้ร่างกายได้ฝึกอดทนต่อพิษและฝึกขับพิษ
๓. กินเพื่อเช็ควิมุติ ตรวจสอบการติดยึดในจิตและล่อกิเลสออกมา

ถ้ามีความอยากมากจนรู้สึกตึงเครียดเกิน
เราก็ควรจะกินอาหารที่เราเคยชอบที่อยากจะกินบ้าง แต่กรณีผู้ป่วยอาการหนักหรือเป็นโรคที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต ถ้าเป็นไปได้ควรพยายามกินอาหารที่สมดุลกับสภาพร่างกายโดยเคร่งครัด อย่างน้อย ๓ เดือน เพราะว่า เท่าที่ผู้เขียนเก็บข้อมูลพบว่า จะทำให้ร่างกายปลอดภัย(ข้อที่น่าแปลกใจ คือ ระยะเวลา ๓ เดือน ตรงกับ ระยะเวลาเข้าพรรษาพอดี ซึ่งชาวพุทธมักจะถือโอกาสตั้งตบะ ตั้งศีล ลดละเลิกสิ่งเป็นภัย ที่เคยติดเคยยึด เช่น งดเหล้า งดบุหรี่ งดอาหารขยะ เป็นต้น)

แต่ถ้าอดไม่ได้จริงๆ อยากกินอาหารที่ชอบใจตอนไหน ก็กินตอนนั้น แต่ก็ควรพยายามกินอาหารที่สมดุลกับร่างกาย ให้ได้อย่างน้อยที่สุด ๓-๕ วันก่อน เพราะเป็นระยะเวลาในการเริ่มต้นล้างพิษปรับสมดุล ซึ่งจะทำให้ร่างกายและระบบประสาทฟื้นตัวจนสามารถรับรู้และตรวจสอบพิษได้ เมื่อเรากินอาหารที่เป็นพิษหรือไม่สมดุลเข้าไป ก็จะมีปฏิกิริยาอาการไม่สบายในร่างกายของเราปรากฏให้เห็น ส่วนใหญ่ ภายใน ๑-๓ วัน ทำให้เรารู้ว่าสิ่งใดเป็นพิษหรือไม่ เมื่อเราอดอาหารที่เราชอบใจไม่ได้ก็ให้เรากินเข้าไป เมื่อเรากินเข้าไปแล้วถึงขีดหนึ่ง อาการไม่สบายก็จะเริ่มปรากฏ ถ้าความอยากกินยังมากอยู่ ก็ให้กินเข้าไปอีก อาการไม่สบายก็จะปรากฏมากขึ้นอีก เราก็กินต่อไปจนกว่าเราจะไม่อยากได้อาการไม่สบายนั้น เราจึงค่อยมากินอาหารที่สมดุลกับสุขภาพอีกครั้ง จนกว่าเราจะอดไม่ได้ ที่จะอยากกินอาหารที่ชอบ เราก็เอามากินอีกครั้ง เมื่อเรามีอาการไม่สบาย จนถึงขีดที่ไม่อยากได้ความไม่สบายอีกครั้ง เราจึงค่อยมากินอาหารที่สมดุลกับสุขภาพอีกครั้ง วนเวียนทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้จักตัวเองมากขึ้นและเรียนรู้ที่จะไปสู่ความปลอดภัยสบายกายสบายใจ มากขึ้นหรือเราต้องการกินอาหารที่เป็นพิษบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อพิษ ให้ร่างกายได้ฝึกความอดทนต่อพิษบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแกร่ง ได้ฝึกขับพิษ กระตุ้นระบบกำจัดสารพิษในร่างกาย หรือเราต้องการกินสิ่งที่เราเคยชอบ เพื่อเช็ควิมุติ(การหลุดพ้น) ตรวจสอบการติดยึดในจิต ว่ายังมีรสอัสสาทะ(ความชื่นชอบใจ เอร็ดอร่อย) อยู่มากน้อยแค่ไหน และจะเป็นตัวล่อกิเลสที่ถูกกดถูกฝังซ่อนไว้ในจิตให้ออกมาแสดงตัว เช่น อาหารบางอย่าง เราอดทนไม่กินมานานแล้ว จนเราไม่อยากกินสิ่งนั้นแล้ว เราก็คิดว่าเราหมดความอร่อยในสิ่งนั้นแต่พอเราเอามากินจริงๆ กลับมีความรู้สึกอร่อยอยู่ บางทีอาจทำให้เราเบรกไม่อยู่สวาปามกินเข้าไปเต็มที่เลยก็มี นั่นคือ การกดข่มซ่อนฝังลึกไว้ที่จิต โดยไม่แสดงตัว จนกว่าเราจะได้สัมผัส พิสูจน์ เมื่อเรากินแล้วรู้สึกอร่อย นั่นคือการล่อกิเลสที่ซ่อนไว้ออกมา เราจะได้ฆ่ากิเลสตัวนั้น ด้วยการไม่กินหรือลดปริมาณในคราวต่อไปหรือเคี้ยวไปเรื่อยๆ จนไม่รู้สึกอร่อยแล้วค่อยกลืน กิเลสมันก็จะอยากทำตรงข้าม เราก็จะได้ฝึกฝืนอดทน ไม่ทำตามใจกิเลส พร้อมกับพิจารณา ทุกข์ โทษภัย เพื่อละล้างกิเลสตัวนั้น วนเวียนทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนกว่า อัสสาทะ(ความชื่นชอบใจ เอร็ดอร่อย)ในอาหารชนิดนั้นจะหมดไป

ระยะเวลาที่พอเหมาะ ในการกินอาหารรสจัด เป็นพิษหรือไม่สมดุลต่อสุขภาพ เฉลี่ย ประมาณ ๑-๒ ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งตรงกับคนสมัยก่อนที่แข็งแรง อายุยืนยาว ก็จะกินอาหารสูตร ๖ บ้าง ในวันศีล วันพระ (เดือนหนึ่ง มีวันพระ ๔ วัน ได้แก่ ๘ ค่ำและ ๑๕ ค่ำ ข้างขึ้นและข้างแรม) ก็จะทำข้าวต้มมัด ขนมนมเนย ขูดกะทิ ทำอาหารพิเศษที่ปรุงรสมากหน่อย ก็จะได้กินในวันเตรียมและวันไปทำบุญที่วัด ส่วนวันปกติทั่วไป ชาวบ้านก็จะกินอาหารพื้นๆ ปรุงไม่มาก น้ำพริกผักเป็นหลัก อาหารมีไม่กี่อย่าง วิถีชีวิตดังกล่าว เป็นผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นระยะเวลาเฉลี่ยที่เหมาะสมกับคนในยุคนี้ ส่วนใครจะปรับให้ถี่หรือห่างกว่านั้น ก็ตามความเหมาะสม ของสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคนที่จะสามารถทำได้

จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถ้าเรามีเทคนิค ก็จะทำให้เราปลอดภัยจากการกินอาหารที่แสลงกับร่างกายเรา เทคนิคก็คือ เราควรจะกินอาหารที่เป็นประโยชน์ ปลอดภัย ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราจนอิ่มจนพอก่อน เพื่อไปคุ้มครองร่างกายเรา

หลังจากนั้นจึงค่อยกินอาหารที่เป็นพิษ-แสลงกับร่างกายเรา ประโยชน์ที่เราจะได้ก็คือ จะทำให้เรากินอาหารขยะ อาหารที่เป็นพิษ แสลงกับร่างกายได้น้อยลง เราก็จะได้รับพิษน้อย และอัสสาทะความอร่อยก็จะน้อยลง ทำให้เราหลงติดน้อยลง หลงเป็นทาสอาหารที่เป็นพิษน้อยลง ทำให้เราลด ละเลิก อาหารที่เป็นพิษได้ง่ายขึ้น บางครั้งเมื่อเรากินอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับร่างกายจนอิ่มแล้ว เราก็จะไม่อยากกินอาหารขยะที่เป็นพิษ แสลงกับร่างกายเลย ซึ่งจะเป็นผลดีอย่างมากต่อร่างกายและจิตใจของเรา

ตรงกันข้าม ถ้าเรากินอาหารที่เป็นพิษในขณะที่กำลังหิว หรือกินก่อนอาหารอื่นจะทำให้เรากินได้มาก อาหารที่เป็นพิษจะทำร้ายร่างกายเราได้มากและรสชาติจะอร่อยมาก จะทำให้เราหลงติดหลงเป็นทาสความอร่อยได้มาก เราจะลดละเลิกอาหารที่เป็นพิษนั้นได้ยาก เป็นผลเสียกับร่างกายและจิตใจของเรา

ปริมาณที่พอเหมาะของอาหารที่เป็นพิษ ที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเราจะกินเพื่อให้เป็นเสมือนวัคซีน กระตุ้นภูมิต้านทาน ก็คือเมื่อเรากินเข้าไป จะออกฤทธิ์แค่พอให้เราไม่สบายตัวเพียงเล็กน้อย หรืออาจจะไม่มีอาการก็ได้ จะไม่ถึงขั้นออกฤทธิ์ให้ร่างกายทรมานมากหรือแก้ไขยาก เพราะถ้าอาหารที่เป็นพิษมากเกิน ถึงขั้นดังกล่าว มันจะไม่เป็นวัคซีนแล้ว แต่มันจะเป็นวัคซวย สะสมพิษในร่างกาย

ในบางครั้ง บางเหตุการณ์ เราไม่สามารถหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพของเราได้ ก็ให้วางใจกินอาหารที่เป็นพิษโดยไม่ต้องทุกข์ใจ ให้คิดเสียว่ากินอาหารเพื่อสร้างภูมิต้านทาน ได้ฝึกอดทนกับสิ่งที่เป็นพิษและได้ฝึกขับพิษ ร่างกายและจิตใจเราจะได้แข็งแกร่งแข็งแรง ถ้ามีอาการไม่สบายที่มากเกินทน เราก็ไปถอดรหัสแก้พิษในภายหลัง

ข้อสำคัญที่สุดประการหนึ่ง ก็คือ คนแต่ละคนมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน วิธีการบางอย่างใช้ได้ผลกับหลายคน แต่อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับบางคน ดังนั้น การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละคน หรือแต่ละคนเป็นหมอดูแลตัวเอง จึงแม่นยำ ถูกต้องและมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น พืชหรือสมุนไพรหรืออาหารบางอย่างไม่ถูกกันกับสภาพร่างกายของบางคน เช่น บางคนเวลากินตำลึง เห็ด เต้าหู้หรืออาหารหรือสมุนไพรบางอย่างแล้วเกิดอาการระคายคอ ท้องอืด ท้องเสียหรือมีอาการไม่สบายบางอย่าง บุคคลนั้นก็ควรจะหลีกเลี่ยงการกินพืชหรือสมุนไพรหรืออาหารชนิดนั้นๆเสีย

 

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


Share